ข่าวสาร เศรษฐกิจ การวิเคราะห์ โดยรวมแหล่งการวิเคราะห์


สังคมไทย กับความขัดแย้งเชิงปรัชญา

บทความโดย Professor Dr.Kriengsak Chareonwongsak

สังคมไทย : ความขัดแย้งเชิงปรัชญา
ประชาชนขาดแรงผลัก
ของการใช้ปัญญา
สังคมไทย
เป็นสังคมที่สะสมความขัดแย้งในการดำเนินชีวิต
อาจกล่าวได้ว่า
เป็นสังคมที่มี “การดำเนินชีวิตไม่สอดคล้องกับสิ่งที่ตนเชื่อ”
และการกระทำไม่ได้สอดคล้องกับคำพูด”

ปัจจุบันนักวิชาการจำนวนหนึ่งเริ่มกล่าวถึงสังคมไทยในเชิง “สังเวชใจ” ซึ่งเป็นความสลดหดหู่ที่ได้พบว่า สังคมไทยเข้าสู่วิกฤตการณ์ทางปัญญา ซึ่งในความเห็นของผม นอกจากจะแสดงความเห็นไว้ในลักษณะคล้ายคลึงกับหลายท่านแล้ว ยังขอเสนอความเห็นเพิ่มเติมว่าวิกฤตทางปัญญานี้เป็นปัญหาที่ร้ายแรงกว่าวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจและวิกฤตการณ์ทางการเมืองที่เรากำลังเผชิญอยู่
จากหนังสือเมืองไทยในปี 2560 : อนาคตเมืองไทยในสองทศวรรษหน้า ผมได้กล่าวว่า “คนส่วนใหญ่ของสังคมไทยในปัจจุบันจัดอยู่ในประเภท “ไร้ความคิดความอ่าน” และรัฐไม่ได้เตรียมความพร้อมในการเข้าสู่ยุคแห่งการเรียนรู้ที่จะมาถึง โดยไม่ได้พัฒนาให้คนในประเทศเป็นคนที่มีความคิดอ่าน เป็นนักสร้างสรรค์ เป็นคนมีอุดมการณ์ และมีระเบียบวินัยในการดำเนินชีวิต แต่กลับปล่อยให้คนในสังคมใช้ชีวิตตามเอกลักษณ์สภาพปัจจุบันของสังคมไทย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความไร้วินัย การใช้ชีวิตอย่างสบาย ๆ ความฟุ่มเฟือย การไม่รู้จักวางแผน การชอบรวยทางลัดและการขาดความอดทน เป็นต้น1
ศ.นพ.ประเวศ วะสี กล่าวว่า “ยุทธศาสตร์ใหญ่ของสังคมไทยคือปัญญา ต้องมีการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมจากวัฒนธรรมอำนาจไปสู่วัฒนธรรมปัญญาหรือความรู้ เราใช้ความรู้น้อย ใช้ความเห็นมาก”2 ท่านเคยกล่าวไว้ว่า “ขอให้คนไทยมีความรักความเมตตาต่อกัน เรียนรู้ให้เกิดปัญญาอย่างแท้จริง และร่วมมือกันในการแก้ไขปัญหา และพัฒนาประเทศ ให้ประเทศของเราผ่านพ้นวิกฤตการณ์ต่าง ๆ มีความสุข มีมิตรภาพ มีความงาม มีปัญญา มีอิสรภาพและสันติภาพ เป็นตัวอย่างแก่โลกและช่วยโลกให้เกิดสันติสุขได้เช่นเดียวกัน”3
ดร.มารค ตามไท กล่าวว่า “ปัญหาหลักที่สังคมไทยกำลังเผชิญอยู่ขณะนี้คือ การหลงไม่รู้ว่าจะไปทางไหน จะทำอะไร เพราะเหตุไร เหมือนกับคนที่อยู่ในป่าและหาทางออกไม่ได้เดินวนไปวนมา ได้มีการพูดกันว่าสังคมเราเป็นสังคมที่ปรับตัวเข้ากับของใหม่ได้เก่ง แต่ความจำเป็นที่ต้องปรับตัวในอดีตเป็นการปรับตัวที่ทิศทางใหม่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าและต้องปรับตัวจากเดิม แต่ในขณะนี้ไม่ใช่แค่ปรับตัวเข้ากับสิ่งใหม่ที่ถูกกำหนดหรือทิศทางใหม่ที่ถูกกำหนด แต่จำเป็นต้องหาทิศทางใหม่ด้วยจึงเกิดการหลงทาง ยิ่งกว่านั้นดูเหมือนว่าสถานการณ์นี้ไม่ดีขึ้นใน 10-20 ปีที่ผ่านมา วัน เดือน ปี ผ่านไป สังคมไทยไม่ฉลาดขึ้นพอ วิกฤตการณ์ของสังคมไทยปัจจุบันไม่ใช่วิกฤตการณ์ทางศีลธรรม แต่เป็นวิกฤตการณ์ทางปัญญา”4
ศ.ดร.สิปปนนท์ เกตุทัต กล่าวว่า “การพัฒนาให้ทันสมัยให้ทั้งผลดีและผลเสีย เช่น การดำเนินชีวิตในเมืองหลวงอย่างกรุงเทพมหานคร เทคโนโลยีอาจทำให้คนบางกลุ่มสะดวกสบายขึ้น แต่ไม่อาจปฏิเสธความเป็นจริงในอีกมุมหนึ่งได้ว่า คนจำนวนมากทั้งชายหญิงและเด็ก ต้องทนใช้ชีวิตในสภาพที่น่าเวทนา ความอ้างว้างของชีวิตในกรุง โรงงานที่เอาเปรียบลูกจ้าง การจราจรที่เป็นอัมพาต มลพิษ อาชญากรรม การขาดความมั่นคงปลอดภัยในชีวิต สภาพจิตใจที่เสื่อมโทรม การระบาดของโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง การแพร่ขยายของสิ่งเสพย์ติดให้โทษ สิ่งเหล่านี้เป็นผลมาจากการพัฒนาโดยปราศจากการวางแผน และความทันสมัยในลักษณะที่ไม่พึงปรารถนา”5 อีกตอนหนึ่งกล่าวว่า “เราจึงต้องเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างชาญฉลาด ด้วยปัญญาและด้วยสติที่เลือกสรรเฉพาะเทคโนโลยีที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม หาไม่แล้วอวสานจะเกิดต่อมนุษย์และธรรมชาติ”6

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s


%d bloggers like this: