ข่าวสาร เศรษฐกิจ การวิเคราะห์ โดยรวมแหล่งการวิเคราะห์


ไตรภาวะ

Posted in Uncategorized by thaieconomic on April 4, 2011

7. สังคมอยู่ภายใต้สภาพ “ไตรภาวะ”
สังคมไทยเป็นสังคมหวาดระแวงและสงสัยเมื่อมีคนกระทำดีเพื่อสังคม เข้าทำนองภาษิต “จงทำดีแต่อย่าเด่นจะเป็นภัย ไม่มีใครอยากเห็นเราเด่นเกิน” อันเป็นการปิดโอกาสคนที่มีความสามารถและยินดีเสียสละไม่ให้สามารถกระทำดีอย่างเป็นเลิศได้โดยปริยาย เราอนุญาตให้ทำดีโดยพอประมาณโดยเฉลี่ยในระดับพอ ๆ กัน แต่หากใครทำดีมากเกินกว่าปกติ คนจะหมั่นไส้และปิดกั้นขัดขวาง ปัจจุบันสังคมอยู่ในสภาพที่เรียกว่า “ไตรภาวะ”10 คือภาวะปิดกั้นคนมีปัญญา มีความรู้ มีความสามารถ แต่อาจไม่มีเส้นสาย ไม่มีใครรู้จัก หรือเป็นผู้ที่มีความคิดเห็นแตกต่างจากผู้อื่น มิให้เข้าสู่ตำแหน่ง โดยจะมีลำดับภาวะการปิดกั้น 3 ระดับ ดังนี้
ภาวะที่ 1 ภาวะของการ “กดคน” ไม่เปิดโอกาสให้คนได้ใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น แสดงความสามารถอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ไม่มีเส้นสาย ไม่มีชื่อเสียง ไม่มีพื้นภูมิครอบครัวที่เป็นที่รู้จัก จะก้าวขึ้นสูงในระบบได้ยากมาก คนที่มีความสามารถจึงต้องฟันฝ่าอุปสรรคขวากหนามของการไม่ไว้เนื้อเชื่อใจ การอิจฉาริษยา การดูหมิ่นดูแคลน และความพยายามที่จะไม่ให้คนนั้นก้าวขึ้นมาได้ แต่ถ้าหากคนนั้นใช้ความรู้ความสามารถจนผ่านพ้นขั้นนี้มาได้ ก็จะเป็นการก้าวสู่ภาวะที่ 2
ภาวะที่ 2 ภาวะของการ “ลองของ” คนจะเริ่มเปิดโอกาสให้คนนั้นได้แสดงฝีมือ ความรู้ความสามารถที่มีอยู่ แต่จะมีการตั้งคำถามไว้ในใจตลอดทำนองว่า “จะไปได้สักกี่น้ำ” “เก่งจริงหรือ” ถ้าลองแล้วไม่ผ่านคนในสังคมก็จะรู้สึกสะใจมากกว่าที่จะเอาใจช่วยเหลือ แต่ถ้าลองของแล้วความสามารถผ่าน คนนั้นก็จะก้าวเข้าสู่ภาวะที่ 3
ภาวะที่ 3 ภาวะของการ “ใช้ประโยชน์” ภาวะนี้จะมีคนเข้าร่วมสนับสนุนเป็นพวกและแอบอิงใช้ประโยชน์ด้วยอย่างมากมาย คนที่พิสูจน์ฝีมือตนเองได้แล้วจะได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง ความคิดเห็นและพฤติกรรมของคนเดิมที่เคยถูกตราหน้าว่าไม่ถูกต้อง ไม่ดี กลับเป็นที่ชื่นชมยอมรับเนื่องเพราะคนนั้นได้รับความนิยมชมชอบ และสามารถผ่านการถูกกดและลองของมาแล้ว พูดอะไรออกไปคนก็เชื่อ สามารถมีอิทธิพลทั้งทางความคิดและการกระทำแก่คนส่วนใหญ่ได้
ไตรภาวะดังกล่าวคือความยากลำบากของคนที่มีความรู้ความสามารถต้องฟันฝ่าไปให้ได้ สิ่งที่เห็นก็คือสภาพสังคมที่คนดีมักจะโบกมืออำลาตั้งแต่อยู่ในภาวะที่ 1 และอยู่อย่างสงบในลักษณะของการรู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี ดังนั้นสังคมที่จะเอื้อให้คนในสังคมมีปัญญาได้นั้นจะต้องมีการสร้างผู้นำทางความคิด หรือ “ปราชญาธิบดี” จำนวนมาก ๆ ให้สามารถยืนหยัดได้อย่างมีเสถียรภาพในสังคม มิให้สังคมต้องตกอยู่ภายใต้อิทธิพลอำนาจที่มาจากเกียรติยศ ชื่อเสียง ตำแหน่ง การเงินหรืออำนาจอื่น ๆ ที่ขาดปัญญาในการดำเนินชีวิต

บทสรุปที่ค่อนข้างน่าเศร้าสำหรับสังคมในตอนนี้ก็คือ สามารถกล่าวได้ว่าคนในสังคมกำลังดำเนินชีวิตโดยขาด “ปัญญา” มากขึ้นเรื่อย ๆ สะท้อนได้จากการดำเนินชีวิตที่ใช้อารมณ์ความรู้สึกในการตัดสินใจมากกว่าที่จะเลือกใช้เหตุและผล คนในสังคมขาดความสามารถที่จะรู้เพราะช่องทางที่เอื้ออำนวยให้เกิดการคิดเป็น ประยุกต์และเข้าใจได้ในสิ่งที่ตนทำนั้นมีจำกัด ส่งผลให้การดำเนินชีวิตของคนในสังคมขัดแย้งกับความจริงอันเป็นที่ยอมรับของสังคมทั่วไปในโลก

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s


%d bloggers like this: